sfasdfsadf

19 10 2009

Winterasdfasdf
fasdfasdfsaldkjfksajfd;lasdf





พูดกัยเค้าไม่รู้เรื่อง

3 09 2009

เริ่มกันที่ชื่อเรื่องก็ งงแล้วว่าเรื่องนี้เรื่องไร แน่หล่ะครับ งงหล่ะสิ ก็มันเป็นเรื่องที่ประมาณว่าไม่รู้เรื่อง

วันนี้ขับรถกลับบ้านนั่งคุยโทรศัพท์กับแฟน เล่าให้ฟัง ว่าโปรแกรมมเอร์คนนึงที่ทำงาน ประมาณว่าตัวท้วมๆ ปากดำๆ ก็เลยกลัวว่าวันนึ่งผมจะเป็นอย่างนั้น เท่านั้นยังไม่ พี่คนนี้ยังพูดแบบไม่รู้เรื่อง ผมเองก็งง นะว่าเรื่องพูดไม่รู้เรื่องเนี่ยเป็นไง แต่ประมาณว่าพูดไม่รู้เรื่องเลย จะว่าไปก็เคยเจอ เหมือนกัน จากการได้สัมพาษโปรแกรมเมอร์หลายๆ ท่านที่ดูๆ แล้วเหมือนจะเก่งเรื่องของเทคนิคมากๆ แต่ว่าเรื่องการพูดจา การอธิบาย การเรียงลำดับกระบวนคิดกลับไม่ได้เรื่องเลย คงเป็นเพราะ อยู่กับเครื่องหรือว่าโปรแกรมมากเกินไปจนลืมความซับซ้อนของสังคมและสุดท้ายก็ไม่คุ้นเคยกับมัน จริงๆแล้วเรื่องนี้สำคัญมากกกกกกก ถึงมากๆ ยิ่งโปรแกรมเมอร์ที่วันนึงต้องโตขึ้น ต้องเปลี่ยนความรับผิดชอบ เปลี่ยนบทบาทหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ มันจะทำขาด skill ในการเจรจาไปโดยสิ้นเชือง ฝากถึงหลายๆ ท่านอย่าลืมพัฒนาความสามารถด้านนี้ด้วย พอมาถึงเรื่องการพูด มันก็ไปถึงเรื่องการเขียน นี่เอาแค่ ภาษาไทยนะครับไม่นับรวมถึงภาษาอังกฤษเลย คุณครูท่านนึงเคยสอนผมตอนเด็กๆ ว่า ถ้าอยากรักการอ่าน แล้วเบื่อมากไม่รู้จะเริ่มยังไง ให้เราหาอ่านในเรื่องที่อยากอ่าน เช่นกาตูน หรือแม้กระทั่งหนังสือโป๊ หุๆๆๆ ผมขอเอามาใช้กับเรื่องการเขียนเช่นกัน เมื่อเราก้าวข้ามความที่เราต้องเขียน ตัวหนังสือไม่กี่บรรทัดเพื่อให้ อุปกรณ์ไฟฟ้าโง่ๆ ให้ทำอะไรต่อมิอะไรหลายๆๆๆๆ ต่อหลายอย่าง แต่มาวันนึงเราต้องมาเีขียนตัวหนังสืออีก ประมาณสามสี่เท่าของสิ่งที่เคยเขียน เพื่ออธิบายมันเป็นภาษาที่สังคมเข้าใจ
ผมจึงสรุปเอาว่าเรื่องนี้สำคัญนะครับ ว่าด้วยเรื่องของ “communication skill”





คุณไม่อยากเป็นโปรแกรมเมอร์หรอก

17 08 2009

คุณไม่อยากเป็นโปรแกรมเมอร์หรอก

ผมจะอธิบายยังไงดีนะว่าการเขียนโปรแกรมเป็นการสนองความหลงไหล

คุณมองเห็นอักษรมากมายวิ่งบนจอ กับเงินเดือนก้อนโต
ผมเห็นโจทย์ลับสมองที่รอให้ขบคิด

คุณเห็นงานค้างที่ยังไม่เสร็จ
ผมเห็นภูเขาที่ยังรอให้เคลื่อน บ่อน้ำยังรอให้ขุด

คุณคิดว่า “ฉันก็แค่นั่งโต๊ะ จิ้มคอมพิวเตอร์ไปวัน ๆ”
ผมลืมไปแล้วว่ามีโต๊ะ หรือว่าวันนั้นเป็นวันอะไร
ลืมกระทั่งว่าเก้าอี้ผมน่ะพังมาตั้งแต่ผมเริ่มงานที่นี่แล้ว

คุณอาจจะพยายามสางงานที่มีคนนำมากองไว้
ในขณะที่ผมปั้นแต่งประติมากรรมในรหัสฐานสอง
บางครั้งเรียบง่ายแต่ทรงพลัง
บางครั้งก็ยิ่งใหญ่และหรูหรา
แต่ทุกครั้งแฝงไปด้วยความมุมานะ และขวนขวายที่จะทำให้ดียิ่งขึ้น

คุณไม่อยากหัดเป็นโปรแกรมเมอร์หรอก
คุณเป็นอยู่แล้ว หรือไม่งั้นก็ไม่ได้เป็นไปเลย
เพราะไม่มีโรงเรียนไหน จะสอนให้คุณรักมันได้
อย่างมากก็แค่ให้ทักษะที่จำเป็น
แล้วการรู้วิธีแกะสลัก จะมีความหมายอะไรกันล่ะ
ถ้าคุณมองไม่เห็นความอัศจรรย์ในรูปปั้นดาวิด

คุณอาจจะใช้เวลาแต่ละวันนั่งสกัดก้อนหิน
ผมใช้เวลาแต่ละวัน รังสรรค์ความงดงาม
คุณจะเลิกงานกลับบ้านโดยที่รู้สึกเหนื่อยล้าและว่างเปล่า
ผมจะกลับบ้านด้วยใจพองโต

สำหรับเราแล้ว มันเป็นยาเสพติด ที่ทำให้อะดรีนาลีนพลุ่งพล่าน
ทำได้แล้ว! แก้ได้แล้ว!

คุณ… ก็แค่เริ่มจับงานชิ้นต่อไป

คุณไม่อยากมาเป็นโปรแกรมเมอร์หรอก
เพราะเราไม่ได้ถูกสร้าง แต่เราเกิดมาเพื่อสิ่งนี้
มันคือความหลงใหล คืองานฝีมือ คือศิลปะ
เราหมกมุ่นอยู่กับโจทย์ปัญหา
ทั้งรัก ทั้งชัง บรรดาบั๊กอันชวนเวียนหัวทั้งหลายแหล่
ที่ผลัดกันเสนอตัวขึ้นมาไม่เว้น
“ทำไมเป็นซะอย่างนั้นล่ะ?! ไม่สมเหตุสมผลเลย!”
เรามักแสร้งร้องด้วยความขุ่นเคือง แต่ในใจนั้นลิงโลด
เพราะการล่าได้เริ่มขึ้นอีกครั้ง

คุณ… “มีปัญหาบางอย่างในแอพพลิเคชั่นอีกแล้ว
และก็ เอ้อ รีบแก้ให้ทันเอาไปเดโมในอีก 20 นาทีนะ”

ถอดความจาก You really don’t want to “become” a programmer โดย Kate Rhodes





“เอาวะ” “ช่างแม่ง”

10 06 2008

วันนี้ขอเสนอหลักทำ 2 ข้อ คือ


ข้อที่ 1
เอาวะ
หลักทำ เอาวะใช้กับเหตุการณ์ที่จะตัดสินใจทำอะไรซักอย่าง

เมื่อท่านจะคิดจะทำอะไรซักอย่างให้พูดคำว่าเอาวะ
หลักทำ เอาวะ จะช่วยให้ท่านได้ลงมือทำตามปรารถนา



ข้อที่ 2
ช่างแม่ง
หลักทำ ช่างแม่งใช้เมื่อเกิดความผิดพลาด หรือผิดหวัง
เมื่อเกิดความผิดพลาดหรือความผิดหวังขึ้นกับตัวท่าน ให้ท่านพูดคำว่า ช่างแม่ง
หลักทำ ช่างแม่ง จะช่วยสลัดท่านออกจากความเศร้าหมองที่ท่านตอกย้ำตนเอง

อาจจะหยาบคายไปหน่อย แต่ัมันใช้ได้ดีมากๆ เลย นะครับ เวลา เราตัดสินใจไม่ถูกซักที ว่าจะเลือกยังไงหรือว่าจะทำยังไง

ไม่มีอะไร ผิดหรือถูกหรอกครับ อยู่ที่ ดีหรือ ดีกว่าเท่านั้น





ข้าวแฝ่ กาเฝ่ กาแฟ

26 05 2008

ถ้าจะพูดถึงต้นกำเนิดของกาแฟ ก็มีตำนานอยู่หลายเรื่องไม่รู้เรื่องไหนจริงเรื่องเท็จเหมือนกัน แต่ก็มีคนเล่าต่อๆ กันมาจนถึงปัจจุบัน มีตำนานหนึ่งเล่าในปีคริสต์ศักราชที่ 850 เด็กเลี้ยงแพะในประเทศเอธิโอเปียได้สังเกตว่า หลังจากที่เอาเมล็ดของพืชชนิดหนึ่งให้แพะของเค้ากิน มันมีผลให้แพะของเค้ามีชีวิตชีวามากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หลังจากนั้นพระจำนวนหนึ่งก็ได้ลองกินเมล็ดของพืชชนิดนี้เช่นเดียวกัน แต่ท่านกลับพบความผิดหวังเพราะรสชาติที่ขมของเมล้ดนั้น เพราะเหตุนี้ท่านจึได้โยนเมล็ดเหล่านี้ลงไปในกองไฟ และไม่นานท่านเหล่านั้นก็ได้กลิ่นที่ชวนดมที่ลอยมาจากกองไฟนั้น พระเหล่านั้นจึงได้เกิดความคิดที่ว่าเมล็ดพืชชนิดนี้ที่ได้ผ่านการเผานั้นเป็นของขวัญจากพระเจ้าที่ช่วยให้ท่านได้สามารถอยู่ได้จนถึงครึ่งคืน

อีกตำนานหนึ่งเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับเทพเจ้าที่ชื่อ Garbriel ได้นำยาที่เชื่อว่าสามารถรักษาโรคได้ทุกชนิดที่มีสีดำจานหนึ่งมาให้แก่ ศาสดามูฮามัด ศาสดาของศาสนาอิสลาม ผู้ซึ่งนอนรอความตาย แต่โชคดีที่ท่านได้รับยานี้ จึงทำให้ท่านสามารถรอดมาได้ และออกมาเผยแพร่ศาสนาอิสลามเท่าที่เห็นได้ในปัจจุบัน

สำหรับประวัติของกาแฟนในประเทศไทยนั้น มีบันทึกว่า มีการปลูกกาแฟมาตั้งแต่สมัยอยุธยา แต่แพร่หลายเป็นที่นิยมกันมากและดื่มอย่างกว้างขวางในสมัยรัตนโกสินทร์ ประมาณรัชกาลที่ 3 หรือ 4 เดิมคนไทยเรียก กาแฟ ว่า ข้าวแฝ่ (หนังสือสัพพะวันภาษาไทย ของบาทหลวงปาเลอกัว พิมพ์ พุทธศักราช 2461 ) ต่อมาเรียก กาเฝ่ ดังปรากฏในหนังสืออัขราภิธานศรับท์ของหมอบรัดเลย์ พิมพ์ พุทธศักราช 2416 ดังนี้ “กาแฝ่ ต้นไม้อย่างหนึ่งมาแต่เมืองนอก เม็ดมันต้มน้ำร้อนกิน คล้ายใบชา” (หน้าต้น หรือหน้า 1)

เมืองไทยมีร้านกาแฟ แห่งแรกเกิดขึ้นในกรุงเทพ ฯ ในสมัยรัชกาลที่ 6 ประมาณปี พุทธศักราช 2460 เชื่อกันว่าร้านกาแฟแห่งแรกอยู่บริเวณสี่กั๊กพระยาศรี








Follow

Get every new post delivered to your Inbox.